อาหารเสริมลดน้ำหนัก DBB MEKAN BY กันต์

อาหารเสริมลดน้ำหนัก DBB MEKAN BY กันต์

DBB Mekan มีกันต์ โดยคุณกันต์ กันตถาวร สารสกัดจากพืชช่วยลดน้ำหนักและดีท๊อกซ์ในกล่องเดียว หุ่นดีเพราะมีกันต์ บรรจุกล่องละ 30 แคปซูล สำหรับ 10 วัน
— — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — —
ไม่มีส่วนผสมของ ยากดประสาท
* ยากดประสาท เป็นตัวการสำคัญของโยโย่เอฟเฟกซ์ หมดปัญหาใจสั่น เวียนศรีษะ ความดันสูง ผู้ที่ชอบ ชา-กาแฟ สามารถดื่มได้ตามปกติ

— — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — —
Mekan มีกันต์ ลดน้ำหนัก ได้รวบรวมสารสกัดที่มีประโยชน์และที่สำคัญ ปลอดภัย100% เร่งการเผาพลาญพลังงานในร่างกายและดีท็อกซ์ ช่วยขับถ่ายอาหารที่เรารับประทานเกินเข้าไปด้วย พรีไบโอติก ซึ่งประกอบด้วยอาหารเส้นใยจากพืช ช่วยเพิ่ม จุลินทรีย์ชนิดดีให้สมดุลย์ ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับของเสียจากร่างกาย สามารถช่วยลดไขมันส่วนเกิน เช่น เอวหรือพุง สะโพก ต้นแขน ต้นขำ Cellulite และ ลดน้ำหนักส่วนเกิน เสริมการดูดซึมคุณค่าของวิตามิน และสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย,ช่วยเร่งการเผาผลาญ ดักจับแป้ง ไขมัน ที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

— — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — —
เลขทะเบียน อย.
สูตรดีท๊อกซ์ ดีที มีกันต์ (แคปซูลสีขาว) : 13–1–01760–2–0018 รับประทานวันละ 1 ครั้งก่อนนอน
สูตรลดน้ำหนัก โมโร่(แคปซูลสีแดง) : 13–1–01760–1–0002 รับประทานครั้งละ 1–2 แคปซูลก่อนอาหารเช้า
— — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — —
สนใจอาหารเสริมลดน้ำหนักติดต่อที่
มะปราง
Tel : 095–8795595
Line : mp161700

เคล็ดลับ กินยาลดน้ำหนักให้ปลอดภัย และไม่กลับมาอ้วนอีก

เคล็ดลับ กินยาลดน้ำหนักให้ปลอดภัย และไม่กลับมาอ้วนอีก

การกินอาหารเสริมเพื่อช่วยให้น้ำหนักลดนั้น มีทั้งขอดีและข้อเสีย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปฎิบัติตัวของผู้ลดน้ำหนักนั้นเอง บ้างคนหลังจากน้ำหนักลดลงแล้ว ยังกลับมาอ้วนเหมือนเดิม อาการแบบนี้เป็นที่รู้จักกันว่า อาการโยโย่

อาการ โยโย่

โยโย่ คือ การที่ร่ายกายของคนทั่วไป น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว และ ลงเป็นจำนวนหลายกิโล ไม่ว่าจะลดด้วยการกินยาลดน้ำหนัก หรือ การออกกำลังกายอย่างหนัก และเมื่ออยู่ดีๆ คิดอยากหยุดก็หยุด ทั้งหยุดกินอาหารเสริมลดน้ำหนัก หยุดบ้าออกกำลังกายอย่างหนัก และกลับมากินเหมือนเดิม มันก็มีโอกาส กลับมามาน้ำหนักที่มากขึ้นกว่าตอนก่อนกินยาลดน้ำหนัก หรือก่อนออกกำลังกายอย่างหนัก เพราะในตอนที่เรากินยาลดน้ำหนักนั้น ร่างกายสั่งการแล้วว่า ให้ใช้พลังงานให้น้อย กินน้อยๆ แล้วน้ำหนักก็จะลดลง เพราะเรากินข้าวได้น้อย หรืออาจจะไม่กินเลย เพราะไม่หิว แต่เมื่อร่างกายเราหยุดกินยาลดน้ำหนัก ร่ายกายเรายังจำได้ว่า ใช้พลังงานน้อย แต่กินเท่าเดิม หรือมากกว่า จึงทำให้ร่างกายเรามีพลังงานคงเหลือเยอะ

ปกติแล้ว ร่างกายของคนเรา ควรจะใช้พลังงานต่อวัน ประมาณวันละ 2–3 พันกิโลแคลอรี่ เมื่อเราอดอาหารเนื่องจากฤทธิ์ของยาลดน้ำหนัก ร่างกายก็จะเริ่มปรับให้อวัยวะต่างๆภายในร่างกายทำงานได้น้อยลง การใช้พลังงานเราก็จะเริ่มลดลงด้วย อาจจะเหลือ วันละ 7–8 ร้อย กิโลแคลารีก็ได้ มันเลยทำให้เรารู้สึกไม่อยากอาหาร กินน้อยลงแบบนี้ทุกๆวัน แต่เมื่อวันไหน ที่เราหยุดกินยาลดน้ำหนัก แต่ร่ายกายของคุณ ยังต้องการพลังงานวันละ 7–8 ร้อยกิโลแคลารี่อยู่ แต่การกินของคุณกลับเป็นแบบเดิมคือ วันละ 2–3 พันกิโลแคลารี่ พอเรายังกินแบบเดิมร่ายกายเราเผาผลาญไม่หมดไงครับ พอร่างการเผาผลาญไม่หมด ก็จะเกิดเป็นการสะสมไขมัน และก็กลับมาโยโย่อีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้สิ่งที่สำคัญในการปฎิบัติสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน นั้นคือการออกกำลังควบคู่ไปด้วย นอกจากจะช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินแล้ว ยังทำให้ร่างการกระชับและไม่เหี่ยวยุ่นอันเนื่องจาก การลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว และไม่เกิดอาการโยโย่ กลับมาอ้วนอีกนั้นเอง

— — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — — —
สนใจอาหารเสริมลดน้ำหนัก / ตัวแทนจำหน่าย ติดต่อที่
มะปราง
Tel : 095–8795595
Line : mp161700

นอนยังไงให้ผอม

อีกหนึ่งวิธีสำหรับการลดน้ำหนัก คือ การนอน แล้วการนอนมีผลอย่างไรต่อการลดน้ำหนัก เนื่องจากร่างกายของเราต้องได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอมากที่สุด ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ร่างกายนั้นต้องการพักผ่อนก็ไม่ควรฝืน เพราะว่าถ้าเราฝืนร่างกายด้วยการไม่พักผ่อนจะส่งผลกระทบต่อการควบคุมน้ำหนัก จะเห็นได้จากว่า คนที่อดนอนส่วนใหญ่เมื่อร่างกายผิวคล้ำโทรมแล้วน้ำหนักตัวก็จะมากขึ้น เกิดจากฮอร์โมนบางอย่างในร่างกายที่ทำงานผิดปกติไป

การหลั่งฮอร์โมนในช่วงเวลาที่นอนหลับนั้นจะเป็นไปแบบผิดปกติ ซึ่งโดยปกติแล้วเวลาที่เรานอนหลับร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญพวกไขมันที่ตกค้างอยู่ในร่างกายออกไป ซึ่งมันจะหลั่งออกมาและเข้าไปทำการเผาผลาญไขมันส่วนนั้นออกไปได้อย่างง่ายดายถ้าเราพักผ่อนอย่างเพียงพอ ในทางตรงข้ามการที่ร่างกายของเรานั้นพักผ่อนน้อยหรือว่านอนดึก ร่างกายได้พักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นร่างกายจะหลั่งสารอีกตัวขึ้นมาช่วยให้มีการหมุนเวียนทั้งน้ำตาลในเลือด รวมไปถึงพวกไขมันและโปรตีนที่อยู่ในร่างกาย แล้วเราก็รับประทานอาหารเหล่านั้นเพิ่มขึ้นไปอีกในวันต่อมา ความอ้วนก็จะถามหาเราได้ไม่ยาก ลองสังเกตตัวเองดูในช่วงที่เราพักผ่อนน้อย หรือว่าช่วงที่เรากำลังนอนดึกนั้นร่างกายของเราจะรู้สึกอ่อนเพลียเป็นพิเศษ ระบบการขับถ่ายก็ไม่ค่อยตรงเวลา ทุกอย่างในร่างกายก็ค่อนข้างจะรวนไปหมด นั่นเป็นเพราะว่าระบบในร่างกายทำวานไม่สมดุลกัน ถ้าเป็นแบบนี้สาวๆคนไหนที่กำลังควบคุมน้ำหนักตัวเองอยู่อาจจะเป็นไปได้ยาก และอย่าลืมว่าต้องนอนในท่าที่ถูกต้องด้วยจะช่วยให้ไม่เกิดอาการปวดเมื่อหลังจากตื่นอย่างเช่น

  • ท่านอนหงาย ท่านอนหงายเป็นท่าพื้นฐานสำหรับทุกคน เพราะว่าการนอนหงายเป็นท่านที่ทำให้การหายใจนั้นสะดวกมากยิ่งขึ้น ใครก็ตามที่ชอบนอนกรนหรือว่าหายใจไม่สะดวกในช่วงเวลานอน แนะนำให้นอนในท่วงท่าหงายเท่านั้น เพราะว่ามีผลดีต่อกระดูสันหลังตื่นมาจะไม่เกิดอาการปวดเมื่อยใดใดและชวยให้หลับสนิทได้ทั้งคืน
  • ท่านอนตะแคง ท่านี้สำหรับคนที่ชอบนอนตะแคงบ่อยๆอยู่แล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าอาจจะเมื่อไปหนึ่งข้างหลังจากตื่น นอนตะแคงได้แต่ไม่ควรให้อยู่ในท่าคุดคู้ เพราะว่าจะทำให้กระดูกสันหลังนั้นโค้งงอมากจนเกินไป และจะทำให้ปวดหลังได้ง่ายด้วย ท่านอนตะแคงการงอตัวของกระดูกสันหลังนั้นยังอยู่ในระดับที่ปกติ แต่ระวังในเรื่องของใบหน้าเวลาที่นอนหลับเพราะว่าอาจจะเกิดริ้วรอยการกดทับจากการนอนตะแคงได้ด้วย
  • ท่านอนคว่ำ ท่านี้เป็นท่าที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด เพราะว่านอกจากจะช่วยให้หายใจไม่สะดวกแล้ว ใบหน้าอาจจะถูกกดทับได้ง่ายจากการนอนคว่ำ เกิดริ้วรอยขึ้นได้ จะรู้สึกอึดอัดและตื่นบ่อยในช่วงกลางคืน นอนหลับไม่สนิทอย่างแน่นอน

ประโยชน์ของน้ำดื่ม

น้ำ เป็นส่วนประกอบหลักในร่างกายมนุษย์ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ตั้งแต่ 55% ถึง 78% ขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอและสม่ำเสมอมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย นอกจากนี้ น้ำยังไม่มีแคลอรี่ คาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลอีกด้วย

ปริมาณของน้ำที่ดื่มในทุกวันมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพื่อสุขภาพที่ดีผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วต่อวัน นอกจากนี้สถาบันการแพทย์ยังกำหนดปริมาณน้ำที่ควรบริโภคต่อวัน โดยในเพศชายควรดื่มน้ำประมาณ 3 ลิตร/วัน ส่วนผู้หญิงควรดื่มประมาณ 2.2 ลิตร/วัน

น้ำยังช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้นซึ่งสำคัญมาก เพราะทุกเซลล์ในร่างกายต้องการน้ำเพื่อให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์เต็มที่ และต่อไปนี้คือ 10 ประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำดื่มที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

1. บรรเทาความเมื่อยล้า

หากคุณกำลังรู้สึกเมื่อยล้าก็มีโอกาสสูงว่าเป็นเพราะดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายจึงทำงานได้ไม่เต็มที่ ในความจริงแล้วความเมื่อยล้าจัดเป็นสัญญาณแรกของร่างกายขาดน้ำก็ว่าได้

เมื่อน้ำในร่างกายลดน้อยลง หัวใจจะทำงานหนักขึ้นในการปั้มเลือดที่มีออกซิเจนเข้าไปในกระแสเลือด และยังทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานมีประสิทธิภาพลดน้อยลง ดังนั้นการดื่มน้ำให้เพียงพอจึงช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้นและลดความเมื่อยล้าลงได้

2. ช่วยปรับปรุงอารมณ์

การวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าการขาดน้ำอย่างอ่อนๆ (แม้เพียง 1-2% ของระดับปกติ) ก็ส่งผลแง่ลบต่ออารมณ์และความสามารถในการคิดแล้ว

มีการศึกษาขนาดเล็กๆ ที่ดำเนินการกับผู้หญิงจำนวน 25 ราย ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการได้พบว่า การขาดน้ำส่งผลต่ออารมณ์และความสามารถในการทำความเข้าใจ สีของปัสสาวะจะบอกได้ดีถึงระดับของน้ำในร่างกาย ยิ่งสีอ่อนๆ ร่างกายก็ยิ่งมีความชุ่มชื้น แต่ในทางกลับกันหากสีเข้มก็แสดงว่าร่างกายอาจกำลังขาดน้ำอยู่

3. รักษาอาการปวดศีรษะและไมเกรน

หากคุณมีอาการปวดศีรษะหรือปวดไมเกรน สิ่งแรกที่คุณควรทำเพื่อบรรเทาอาการก็คือควรดื่มน้ำให้มากๆ เพราะบ่อยครั้งอาการปวดหัวและไมเกรนมากจะเกิดจากร่างกายขาดน้ำ

จากการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยาในยุโรปพบว่า การดื่มน้ำให้มากขึ้นจะช่วยลดชั่วโมงและความรุนแรงของอาการปวดหัวในกลุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษาได้

4. ช่วยในการย่อยอาหารและอาการท้องผูก

น้ำยังช่วยเพิ่มการทำงานของระบบย่อยอาหารในร่างกาย ช่วยป้องกันอาการท้องผูก การดื่มน้ำที่ไม่เพียงพออาจทำให้ลำไส้ดึงเอาน้ำออกมาจากอุจจาระในลำไส้เพื่อรักษาความชุ่มชื้น จึงทำให้อุจจาระแข็งตัวและยากที่จะถ่ายออกมาได้

การดื่มน้ำที่เพียงพอช่วยกระตุ้นการเผาผลาญอาหารในร่างกาย และยังช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้ดีขึ้น ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานและลำไส้มีการเคลื่อนตัวได้ดี ยิ่งหากดื่มเป็นน้ำอุ่นแล้วก็จะยิ่งดีต่อระบบย่อยอาหารในร่างกายมากกว่าดื่มน้ำเย็นเสียอีก

5. ช่วยลดน้ำหนัก

ในการทดลองทางคลินิก นักวิทยาศาสตร์พบว่าการดื่มน้ำ 8 ออนซ์ จำนวน 2 แก้วก่อนมื้ออาหาร จะช่วยลดความอยากอาหารและช่วยให้การลดน้ำหนักได้ผล เมื่อคุณดื่มน้ำมันช่วยเติมกระเพาะให้เต็มและลดแนวโน้มการกินมากเกินควรได้ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และช่วยในการสลายและกำจัดเซลล์ไขมันได้อีกด้วย

น้ำเป็นเครื่องดื่มที่ปราศจากแคลอรี่ จัดเป็นเครื่องดื่มทดแทนแอลกอฮอล์ หรือน้ำอัดลม รวมไปถึงเครื่องดื่มหวานๆ ที่จะทำให้น้ำหนักเพิ่มได้

6. ช่วยล้างสารพิษ

น้ำเป็นตัวช่วยกำจัดพิษชั้นเลิศ ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียส่วนใหญ่ออกจากร่างกายผ่านทางเหงื่อและปัสสาวะ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการทำงานของไต ลดปริมาณนิ่วในไตโดยเจือจางเกลือและแร่ธาตุต่างๆ ในปัสสาวะซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคนิ่วในไต

แม้ว่าคุณต้องดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวัน แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังเตือนว่าอย่าให้มากเกินไปนัก เนื่องจากมันอาจลดความสามารถในการกรองของเสียของไตได้

ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกาย ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรดื่มเมื่อรู้สึกกระหาย และให้นับรวมของเหลวชนิดอื่นๆ รวมไปถึงน้ำที่มีในอาหารที่คุณทานด้วย

7. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

ปริมาณน้ำที่เพียงพอในร่างกายยังช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายอีกด้วย เพราะคุณสมบัติของน้ำจะช่วยให้ร่างกายได้ปลดปล่อยความร้อนในร่างกายออกมาผ่านทางเหงื่อที่ไหลออกจากผิว จึงช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกายได้

อุณหภูมิร่างกายที่ถูกควบคุมไว้ได้ดี จะช่วยให้รู้สึกกระฉับกระเฉงเวลาออกกำลังกาย น้ำช่วยหล่อลื่นข้อต่อและกล้ามเนื้อซึ่งช่วยป้องกันตะคริวและเคล็ดขัดยอกได้

8. ช่วยให้ผิวสุขภาพดี

น้ำช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้น และช่วยให้โลหิตไหลเวียนในเส้นเลือดฝอยได้อย่างสะดวก ซึ่งช่วยให้ผิวแลดูสุขภาพดีและอ่อนกว่าวัย อีกทั้งยังช่วยเติมเต็มเนื้อเยื่อ บำรุงผิวพรรณ และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังได้

เมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างพอเพียง ผิวก็จะรู้สึกชุ่มชื้นแลดูสดใส นุ่มมือ เป็นประกายและเรียบเนียน ทั้งยังช่วยป้องกันริ้วรอยเล็กๆ ลดรอยแผลเป็น ลดสิวและริ้วรอยอื่นๆ จากภาวะแก่ก่อนวัยได้ด้วย

9. บรรเทาอาการเมาค้าง

การดื่มน้ำเป็นวิธีง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพในการขจัดอาการเมาค้าง เนื่องจากน้ำมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ จึงช่วยขจัดแอลกอฮอล์ที่คุณดื่มเข้าไป ดังนั้นน้ำจึงช่วยร่างกายได้คืนสภาพและเร่งการฟื้นตัวให้เร็วขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มน้ำ 16-20 ออนซ์ก่อนที่คุณจะไปเข้านอน ในคืนที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

10. ขจัดกลิ่นปาก

การมีกลิ่นปากเป็นสัญญาณว่าคุณอาจดื่มน้ำไม่เพียงพอ เพราะน้ำช่วยให้ปากชุ่มชื้นและช่วยล้างเศษอาหารที่ตกค้างรวมไปถึงแบคทีเรียในปากได้ด้วย นอกจากนี้ยังช่วยเจือจางสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในปากซึ่งแบคทีเรียสร้างขึ้นมา

ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมื้ออาหารหรือมื้ออาหารว่างเพื่อควบคุมกลิ่นและช่วยขจัดแบคทีเรีย รวมไปถึงเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันและซอกเหงือกด้วย

สรุปว่า มันเป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอกับร่างกายในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากน้ำอย่างเต็มที่ และให้แน่ใจว่าคุณดื่มน้ำที่ผ่านการกรองแล้ว รวมไปถึงควรทานผลไม้และผักฉ่ำน้ำต่างๆ ให้มากขึ้นด้วย

 

ที่มา : https://www.health-th.com

 

สุดยอดอาหารลดน้ำหนัก

1. อัลมอนด์

ถั่วอัลมอนด์เป็นแหล่งสุดยอดของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน ซึ่งช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลและช่วยให้คุณผอมเพรียว อีกทั้งยังมีแคลอรี่น้อยกว่าถั่วชนิดอื่นๆ ด้วย (แค่ 163 แคลอรี่ต่อ 23 เม็ด) อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและวิตามินอี จากการศึกษาในวารสารโรคอ้วนนานาชาติ International Journal of Obesity ผู้ที่ทานอัลมอนด์เป็นประจำทุกวันจะลดน้ำหนักได้ดีกว่าผู้ที่ลดด้วยอาหารชนิดเดียวกันแต่กินขนมที่เต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรตอย่างแคร็กเกอร์แทน

เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ Sass แนะนำให้ทานถั่วอัลมอนด์กับโปรตีนที่มีไขมันต่ำอย่างปลาแซลมอน หรือโปรยลงไปบนสลัดและผักที่สุกแล้ว “คุณยังนำเอาอัลมอนด์ไปปั่นรวมกับสมูทตี้หรือนำไปผัดกับเนยถั่ว แล้วปรุงรสด้วยกระเทียมและขิง ที่ให้รสชาติเผ็ดร้อน”

2. แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลประกอบไปด้วยเพคติน ส่วนประกอบตามธรรมชาติที่ย่อยอย่างช้าๆ และทำให้รู้สึกอิ่มท้อง จากการศึกษาได้พบว่าการกินแอปเปิ้ล 1 ผลกับมื้ออาหาร (ไม่ใช่แค่น้ำแอปเปิ้ลหรือซอสแอปเปิ้ล) เป็นตัวช่วยลดความอยากอาหารตามธรรมชาติ ช่วยให้รับแคลอรี่เข้าร่างกายได้น้อยลง Sass ชอบที่จะสับแอปเปิ้ลผสมกับโคลสลอว์ (สลัดกะหล่ำปลี) แล้วนำไปผัด หรือผสมกับเนื้อเบอร์เกอร์เพื่อเพิ่มมวลเนื้ออาหาร

แอปเปิ้ลยังเป็นแหล่งที่ดีของสารต้านอนุมูลอิสระ, วิตามินซี และเส้นใยอาหาร อย่าปอกเปลือกทิ้ง เพราะบนเปลือกมีสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่มากนั่นเอง

3. อาร์ติโชค (Artichokes)

อาร์ติโชคช่วยให้อิ่มท้องได้อย่างน่าประหลาด ซึ่งความจริงคือเพราะมันมีเส้นใยอาหารอยู่ในปริมาณสูงนั้นเอง Sass กล่าว อาร์ติโชคต้ม 1 หัว ให้เส้นใยอาหารมากถึง 10.3 กรัม ซึ่งก็เกือบครึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้หญิง เหมาะมากสำหรับเสิร์ฟเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ซึ่ง Sass เองแนะนำให้ทานผักก่อนมื้ออาหารด้วย ลองทานกันสลัดผักสดๆ กับถั่วเอดามาเมะ และหน่อไม้ฝรั่งดูสิ หรือจะทำเป็นซาลซ่าโฮมเมดทานกับแกนอาร์ติโชค, มะเขือเทศ, มะกอก และหอมแดง ดูก็อร่อยนะ

4. อะโวคาโด

มีอะไรบ้างที่อะโวคาโดทำไม่ได้? ผลไม้เนื้อครีมมันๆ ที่จัดเป็นซุปเปอร์ฟู้ดนี้ (อุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว, โพแทสเซียม, แมกนีเซียม, โฟเลต และวิตามินซีและอี) มีส่วนช่วยในการมองเห็น ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง และอะโวคาโดยังช่วยลดรอบเอวของคุณได้ ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงจากการศึกษาว่าคนที่ทานอะโวคาโดเป็นประจำจะมีรอบเอวที่เล็กกว่าคนที่ไม่ได้ทานเป็นประจำ อีกงานวิจัยได้พบว่าผู้หญิงที่ทานอะโวคาโดครึ่งลูกตอนมื้อเที่ยงจะช่วยลดความรู้สึกอยากอาหารในวันนั้นไปทั้งวัน

วิธีการทานอะโวคาโดให้อร่อยนั้นมีอยู่หลายวิธี แต่เราก็ไม่อาจทิ้งวิธีเดิมๆ ในการทานลงไปได้ แค่ปิ้งขนมปังโฮลวีทแล้วทาอะโวคาโดบดลงไป บีบน้ำเลม่อน แล้วโรยเมล็ดดอกทานตะวันก็ทานได้แล้ว Sass ยังแนะนำให้ปั่นอะโวคาโดกับสมู้ทตี้ หรือบดอะโวคาโดกับสมุนไพรแล้วบีบมะนาวใส่ก็จะได้สลัดครีมอร่อยๆ หรือแค่ทานกับไข่เจียวออมเล็ตก็ได้อีกเช่นกัน